Top 13 Best Impressive Film Of 2012

>> 13 อันดับภาพยนตร์สุดประทับใจ ปี 2012 <<

 

ปีนี้ไม่ค่อยได้ดูหนังเท่าไหร่ นับจากต้นปีที่แล้วนี่เข้าโรงนับครั้งได้ แถมที่จ่ายเงินเองยิ่งนับครั้งได้เข้าไปใหญ่ (เพราะส่วนมากจะดูบัตรฟรี) แต่ถึงกระนั้นเรื่องที่เข้าไปดูก็เฟ้นแล้วเฟ้นอีกว่าอยากดูจริงๆ เลยไม่มีเรื่องไหนที่รู้สึกผิดหวัง ชอบมากชอบน้อยนั่นอีกเรื่อง

แต่ที่ผิดหวังจริงๆคือหนังโซนเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่แทบไม่มีเรื่องน่าสนใจเลย ว่าไปแล้ววงการบันเทิงญี่ปุ่นปีนี้ทั้งหนัง เพลง ซีรีย์ ถือว่าเงียบเหงาจนน่าเศร้า ดีที่ได้ Rich Man Poor Woman มาช่วยไว้ ทั้งซีรีย์และเพลงดังเป็นพลุแตก เลยพอมีสีสันขึ้นมาบ้าง

 

มาดูกันดีกว่าว่าในรอบปีที่ผ่านมามีเรื่องไหนที่เข้าตาบ้าง

 

#13  ::  The Dark Knight Rises

ปิดฉากไตรภาคอัศวินรัตติกาลฉบับโนแลน แม้จะดูดรอปไปบ้างจากภาคที่แล้ว แต่ก็ถือเป็นหนังที่ครบรสและมีความสมบูรณ์แทบทุกด้าน แม้วายร้ายจะดูขัดหูขัดตาไปบ้าง และไม่เคลียร์กับอุดมการณ์ของมันสักเท่าไหร่ แต่ในส่วนอื่นของหนังทั้งการตีแผ่ความเป็นมนุษย์ สิ่งสอนใจที่แทรกมาเรื่อยๆ รวมไปถึงความสมบูรณ์ของบทและภาพ ทำให้ตอนเดินออกมาจากโรงรู้สึกอิ่มใจเป็นที่สุด
 
แม้ตอนจบกับบทเฉลยของวายร้ายจะดูเหวอๆและรวบรัดตัดตอนไปบ้าง แต่ตอนจบของตัวแบทแมนเองก็ได้แสดงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ยังไงแบทแมนก็ยังเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคน..ไม่ว่าใคร ก็เป็นฮีโร่ได้
 
แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ฮีโร่ อาจไม่ได้เป็นที่ยอมรับของทุกคนเสมอไป

 

 

 

#12  ::  The Intouchables

หนังที่สร้างปรากฏการณ์โด่งดังอย่างคาดไม่ถึง กวาดรายได้ถล่มทลายในฝรั่งเศส กับความเป็นภาพยนตร์ Feel Good สุดซึ้งและประทับใจ ความผูกพันธ์ระหว่างเศรษฐีแก่ผิวขาวซึ่งพิการนั่งรถเข็น กับเด็กข้างถนนผิวดำที่มากลายเป็นผู้ช่วยจำเป็น หน้าหนังพอจะเดาการดำเนินเรื่องได้ แต่ก็มีแทรกตลกร้ายของฝรั่งเศสมาเป็นพักๆ ด้วยความที่ตอนเข้าไปดูค่อนข้างคาดหวังไว้สูง หลังจากดูจบจึงไม่ได้ประทับใจมากมาย แต่ก็เป็นหนังดีของปีที่ไม่ควรพลาดชม

 

 

 

#11  ::  Amour

เรื่องราวความรักระหว่างจอร์จและแอน คู่สามีภรรยาที่รักกันจนเข้าสู่วัยชรา หนังเปิดเรื่องด้วยภาพตำรวจบุกเข้ามาในแมนชั่นห้องหนึ่ง และพบคุณยายนอนเสียชีวิตอยู่บนเตียง จากนั้นตัดไปที่จอร์จและแอน ทั้งสองแม้จะชราแล้วก็ยังออกไปชมคอนเสิร์ตด้วยกัน เป็นคู่คุณตาคุณยายที่มีความสุข แต่แล้วในเช้าวันถัดมา ขณะที่กำลังนั่งทานอาหารเช้ากันอยู่นั้น จู่ๆคุณยายก็นิ่งค้างกลางอากาศ คล้ายถูกใครถอดปลั๊ก ในวินาทีนั้น คุณตาร้อนรนและตกใจมาก แต่แล้วไม่กี่นาทีให้หลัง คุณยายก็กลับมาปกติ และจดจำเรื่องเมื่อสักครู่ไม่ได้เลย
 
หมอบอกว่าคุณยายเป็น Stroke หรือโรคหลอดเลือดในสมอง ซึ่งโรคนี้จะทำให้ผู้ป่วยค่อยๆเป็นอัมพาต จากร่างกายไปจนถึงสมอง ด้วยอาการเช่นนี้สมควรที่จะไปนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ใกล้มือแพทย์ แต่คุณยายยืนกรานที่จะอยู่บ้าน และพยายามแสดงให้เห็นว่าช่วยตัวเองได้
 
จอร์จต้องรับความกดดันครั้งใหญ่ในชีวิต แม้ตอนแรกดูเหมือนจะไปได้สวย แอนยังมีกำลังใจดี ยังขับเคลื่อนรถเข็นไฟฟ้าได้เอง แต่เมื่ออาการแย่ลง จอร์จได้ลองจ้างพยาบาลและคนดูแล แต่ด้วยปัญหาเรื่องเงินและตัวคุณยายเอง ทำให้ไม่มีใครอยู่ได้นาน ลูกๆก็เริ่มกดดันให้พาแอนไปอยู่โรงพยาบาล ทุกคนมองว่าพ่อกำลังพยายามทำร้ายแม่ แอนเริ่มหมดกำลังใจในชีวิต เศร้าสลด ไม่กินข้าว ไม่พูด
 
เป็นหนังเนิบๆ เนือยๆ สไตล์ฮาเนเก้ ที่หวิดๆจะดูไม่จบอยู่รอมร่อ ระหว่างที่ดูก็ไม่มีจุดไหนให้ชอบเลย การดำเนินชีวิตของคนแก่สองคน ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น จนหนังดำเนินมาถึงตอนจบ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นตอนจบที่ทรงพลังมากและคาดไม่ถึง เดาว่าเรื่องนี้น่าจะได้ออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ

 

 


#10  ::  Cloud Atlas

ถ้าใครที่อ่านหนังสือจบแล้ว คงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเอามาทำเป็นหนัง มันเป็นเรื่องบ้ามาก หนังสือเรื่องนี้ไม่สามารถอธิบายได้ภายในเวลาสามชั่วโมง แต่หนังก็ทำได้น่าตื่นตาตื่นใจและตีความการเกี่ยวโยงของตัวละครในแต่ละภพชาติได้ค่อนข้างดี ถึงแม้สุดท้ายหนังก็ยังคงเข้าใจยากอยู่
 
สนุกสุดตอนมานั่งไล่ดูว่าใครเป็นใครในชาติไหนบ้าง เมคอัพเค้าเริ่ดจริงๆ
 

 


#09  ::  Scabbard Samurai

ซามูไรผู้หนึ่งสูญเสียภรรยาที่รักยิ่งไป ในวันนั้นเขาได้สูญเสียคมมีดจากดาบซามูไรของเขาด้วย เหลือเพียงแค่ฝักที่เสียบห้อยอยู่ตรงเอว และลูกสาวคนหนึ่ง ในแต่ละวันเขาต้องถูกทำร้ายและหมายเอาชีวิตจากผู้มีฝีมือที่เย้ยหยันการเป็นซามูไรไร้มีดของเขา แต่เขาก็ไม่แม้แต่จะสู้ จนลูกสาวของเขาเองก็ยังรู้สึกเอือมระอา
 
แล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกทางการจับ และจะต้องถูกประหารชีวิต แต่เขายังมีชีวิตได้อีก 30 วันเพื่อทำภารกิจ "ทำให้องค์ชายยิ้ม" เนื่องจากองค์ชายน้อยที่สูญเสียแม่ไป ได้สูญเสียรอยยิ้มไปด้วย ทำให้เกิดภารกิจนี้ขึ้นสำหรับผู้ที่จะถูกประหารชีวิต ถ้าสามารถทำสำเร็จก็จะรอด
 
ตอนหยิบมาดูไม่ได้คิดเล๊ยว่ามันจะเป็นหนังตลก แต่แค่เห็นหน้าซามูไรก็ขำแล้ว และที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าคือ ตอนจบทำเอาน้ำตาไหลพราก นี่เป็นเรื่องเดียวในรอบสองสามปีมานี้ที่ทำเอาร้องไห้ได้อย่างจริงจัง บอกได้คำเดียวว่าเป็นหนังที่ประทับใจมาก

 

 


#08  ::  The Cabin in The Woods

นี่คือยำหนังจี้แบบสยองขวัญ ที่เก็บเอามุขเด็ดๆที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ Horror มาไว้ในเรื่องนี้ทั้งหมด หนังว่าด้วยกลุ่มเพื่อนห้าคนที่ไปเที่ยวสุดสัปดาห์กันในบ้านพักกลางป่า พล็อตโหลที่มีมาแล้วไม่รู้กี่สิบเรื่อง แต่พล็อตจำเจนี้ถูกนำมาโมดิฟายใหม่ เรียกว่าปั่นหัวคนดูจนไม่รู้ว่าจะไปจบอีท่าไหน แต่มันก็มันส์สะใจเหลือเกิน

โดยเฉพาะฉากลิฟต์เปิด ติ๊ง...ติ๊ง... นี่ มันประทับเข้าไปถึงทรวงเลยทีเดียว

 

 


#07  ::  The Avengers

โดยส่วนตัวไม่ได้ชอบดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ (แต่ปีนี้เข้าลิสท์มาตั้งสองเรื่องแหนะ) และบอกตามตรงคือ พวกฮีโร่ในเรื่องนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Iron Man , Captain America , Hulk หรือ Thor เราไม่เคยดูหนังของพวกนี้มาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ใน Avengers แต่หนังทำได้เข้าใจง่ายมาก โดยหลักมันคือหนังเด็กนั่นแหละ เพราะฉะนั้นมันจึงมีความเป็นการ์ตูนอยู่สูง และด้วยเหตุนี้มันจึงดูสนุกมาก

แต่ที่ทำให้ฝังลึกประทับทรวงคือรอยยิ้มเย็นๆและสายตาพิฆาตของวายร้ายโลกิเนี่ยแหละ คิดอยู่ว่า ถ้าภาคหน้าไม่มีโลกิ คงไม่ได้แอ้มตังค์ชั้นแน่นอน

 

 

 


#06  ::  Wreck It Ralph

ดูการ์ตูนมาทั้งปี ไม่มีเรื่องไหนสนุกเลย Brave ก็ครอบครัวจ๋า มาดากัสการ์ก็ขำแบบไม่มีอะไรให้จดจำ Ice Age ก็เฉยๆ Pirate-Misfit ก็ไม่ได้สนุกมากมาย
 
จนกระทั่งได้มาปิดท้ายปีด้วยเรื่องนี้ ตัวอย่างไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกว่าพล็อตมันดีจึงได้ตัดสินใจไปดู แล้วไม่คาดหวังจริงๆ มันสนุก..มากกกก เหมือนกลับไปดู Toy Story ภาคแรกอีกครั้ง ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย ภาพน่ารักมาก ไหนจะตัวการ์ตูนที่เป็นเกมส์ดุ๊กดิ๊กๆ อีก แค่ไปดูตัวการ์ตูนก็อิ่มแล้ว ^ ^
 
เรื่องนี้ทำให้เราน้ำตาซึมไปสองฉาก และคำพูดหลายๆก็กินใจมาก สรุปแล้วการ์ตูนเรื่องนี้มีองค์ประกอบพร้อมทุกอย่างที่จะได้ออสการ์ในปีนี้

 

 


#05  ::  The Perks of Being A Wallflower

ดูเรื่องนี้เพราะน้องคนซ้าย Ezra Miller เพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่หลังจากดูจบ บอกได้เลยว่านี่เป็นหนัง Coming of Age ของฮอลลีวูดที่ดีที่สุดในรอบหลายปีมานี้ ทุกอย่างในเรื่องนี้คือหลายๆ อย่างในชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่ง ทุกคนที่ได้ดู ร้อยทั้งร้อยต้องคิดถึงช่วงเวลาในวัยมัธยม เวลาที่ได้บ้าบอกับเพื่อน เวลาที่ถูกกลั่นแกล้ง เวลาที่มีพรรคพวก เวลาที่มีคนยอมรับในตัวเรา และเวลาที่ได้แอบชอบ ได้กรี๊ดรุ่นพี่

ดูแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปสมัยเด็กอีกครั้ง

 

 


#04  ::  Warrior

ใครจะไปคิดดดด ว่าหน้าหนังอย่างนี้จะทำเอาบ่อน้ำตาแตก...
 
พวกหนังนักสู้มันไม่ถูกจริตเราอยู่แล้ว แต่ก็หยิบเรื่องนี้มาดูเพราะหลายเสียงบอกว่ามันส์มาก แหม่...แม้หนังพี่กล้ามโตจะไม่สเป็ค แต่ถ้ามันส์แอคชั่นเลิศก็น่าลอง ก็เลยลองดูสักหน่อย ถ้าไม่หนุกก็จะปิด แต่ดูไปดูมาก็เข้าเค้าดี นี่มันดราม่านี่หว่า พอเข้ากลางเรื่องเท่านั้น หมอนเหมินหยิบมาจิกกระจาย ไม่ได้จิ้นฟินอะไร แต่มันลุ้นจนต้องจิกหมอน มันต่อยกันจนคนดูลืมหายใจ แล้วจู่ๆ...มันอาร๊าย พอถึงตอนจบ ไหนจะเพลง About Today ไหนจะการแสดง ไหนจะบทพูด เล่นเอาน้ำตาพราก
 
มัน..ซึ้ง..มาก และประทับใจมาก - - - จนตอนนี้ดูไปแล้ว 3 รอบเบาะๆ

 

 

 

 #03  ::  The Skin I Live In

หนังปี 2011 แต่เพิ่งเข้าไทยปี 2012 ฉะนั้นก็ถือว่าได้ดูตอนปี 2012 ละกัน ไม่ต้องบรรยายมาก แค่มีชื่อเจ้าป้าเปโดรก็ดูแล้ว และปกติหนังของเจ้าป้าจะไม่ทำให้เราผิดหวัง หนังพล็อตประหลาดแบบที่จินตนาการกันไม่ออก ตอนดูตัวอย่างก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจหนังขึ้นมาเลย แต่เจ้าป้าทำออกมาได้เหวอแตกและน่าจดจำมาก อารมณ์เดียวกับ Black Swan เลย

ปล. นางเอกสวยซะ แต่อิชั้นประทับใจบุรุษอีกคนมากกว่า หน้าหล่อ ตาสวย บอกได้แค่นี้แหละ

 

 


#02  ::   Life Of Pi

สามอย่างที่เราประทับใจจากเรื่องนี้คือ
1. ภาพสวยสุดอลัง ปกติไม่ใช่คนชอบดูสารคดี ฉะนั้นพอดูเรื่องนี้เลยรู้สึกตื่นตาตื่นใจเวอร์ แพลงตอนเรืองแสงเอย ปลาบินเอย ไหนจะเกาะสาหร่ายอีก สวยแบบที่อยากจะซื้อบลูเรย์มาดูอีกหลายๆ รอบเพื่อเก็บรายละเอียด
 
2. การแสดงสุดเหลือเชื่อจากนักแสดงโนเนม เล่นดีมากจนไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรก และน่าเสียดายมากที่น้องบอกจะไม่รับเล่นอะไรอีกเพราะงานแสดงมันเหนื่อยเหลือเกิน
 
3. พฤติกรรมของเสือที่ช่างเหมือนจริงเหลือเกิน คือเค้าก็ใช้เสือจริงๆนั่นแหละ แล้วเอา CG เข้ามาช่วยตัดต่อเข้าไปในฉาก เราจะไม่พูดถึงความเนียนเพราะมันเนียนกริบอยู่แล้ว แต่เราชื่นชมที่เค้าเลือกพฤติกรรมและมุมกล้องได้ดีจนทำให้เราตกใจไปหลายฉาก เหมือนเผชิญหน้ากับเสือจริงๆแบบชิดปลายจมูก
 
แต่จะให้เจ๋งสุด ควรมีเพลง paradise ของ coldplay ประกอบด้วยจะดีมาก

 

 

และแล้วก็มาถึงสุดยอดหนังแห่งปีนี้

แต่...แด...แด๊

....

..

.

 

#01  ::   Beasts Of The Southern Wild 


หนังม้ามืดที่คว้าทั้ง Sundance และ Cannes แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจหยิบมาดูกลับเป็นตัวโปสเตอร์ ความรู้สึกเดียวกับตอนที่เห็นโปสเตอร์เรื่อง Wonderful Town ของอาทิตย์ อัสสรัตน์ มันดูสดใส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความลึกลับหม่นมัวซ่อนอยู่ในนั้น อ่านรีวิวเรื่องนี้

ตัวหนังค่อนข้างดิบ เป็นเรื่องคนป่า ฉากวิวและพฤติกรรมตัวละครไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างโปสเตอร์ แต่สิ่งที่สวยคือจินตนาการของเด็กน้อย HushPuppy และเพราะการแสดงของน้องคนนี้เองที่ทำให้หนังเรื่องนี้เด้งมาอยู่อันดับหนึ่งในใจเรา เราชอบองค์ประกอบทุกอย่างของหนัง มันมีความเป็นสารคดี แต่ก็มีภาพเหนือจินตนาการเข้ามาประกอบ

อีกเรื่องที่ดึงความสนใจได้ตั้งแต่ต้นจนจบ คือฉากของเรื่องที่ไม่ใช่โลกปกติของเรา แต่เป็นโลกอีกด้านหนึ่งที่ไม่เคยพบในหนังเรื่องไหนมาก่อน บ้านที่ Hushpuppy ตัวเอกของเรื่อง เรียกว่าอ่างอาบน้ำ (Bathtub) ดินแดนหลังเขื่อนกักเก็บน้ำที่ถูกละเลย

 

 

จบแล้วจ้า

เขียนค้างไว้ตั้งหลายวันละ ไม่ได้อัพซักที จนวันนี้เค้าประกาศ Oscar Nominees แล้ว เลยได้ฤกษ์อัพเอ็นทรี่นี้ก่อนจะไปคุยเรื่องออสการ์ต่อ

 

แล้วอันดับหนังของเพื่อนๆในปี 2012 ที่ผ่านมาล่ะ เป็นยังไง

 

 

Comment

Comment:

Tweet