บอกก่อนเลยว่า ...เราไม่ค่อยประทับใจอัลบั้มนี้

แต่!!
 
ต้องบอกต่อว่า เราเป็นแฟนเดนตายของ The GazettE  ไม่ใช่พวกที่ไม่เคยฟัง Visual Kei แล้วมาเหมาเอาว่าเพลงไม่เวิร์ก หรือฟังเพียงเพื่อตามกระแส
 
 
เราฟังเพลงของวงนี้มาทุกอัลบั้ม ทุกซิงเกิ้ล ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง แต่ก็ติดตามผลงานมาตลอด เมื่อปีที่แล้ว The GazettE ภายใต้สังกัดโซนี่ มิวสิค ออกอัลบั้ม Toxic ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ของเพลงแบบ Gazerock มีการใส่ดิจิตอล เอฟเฟคท์ เสียงสังเคราะห์เข้ามา ซึ่งเราไม่รู้ว่านั่นเป็นความต้องการของวง หรือส่วนหนึ่งมาจากการตลาดที่ต้องการให้ Catchy คนฟังกลุ่มใหญ่ขึ้น อัลบั้มนั้นเจาะตลาดต่างประเทศได้มากกว่าเดิม ดูจากความสนใจในโลกออนไลน์ แต่โดยรวมถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของเพลง ถ้าไม่คำนึงถึงเพลงที่ถูกปล่อยเป็นซิงเกิ้ลออกมาก่อนแล้วอย่าง Red , Shiver หรือ Pledge เพลงอื่นๆก็ไม่ดังอย่างที่หวัง แม้แต่เพลงโปรโมทอย่าง The Suicide Circus

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ความเจ๋งของ The GazettE จะลดน้อยลงแต่อย่างใด
 
 
ความเจ๋งของพวกเค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคอนเซ็ปท์และลูกเล่น พวกเขาโตขึ้น นั่นคือประเด็น และการโตขึ้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้นักร้องหลายต่อหลายวงในช่วงหลังมานี้ อาจเป็นเพราะวงการเพลงต้องการความแปลกใหม่และโดดเด้ง รวมไปถึงมีการพัฒนาของเทคโนโลยีด้านดนตรี ทำให้มีคนอยาก"ลองของ"เพิ่มมากขึ้น

 
 
 
 
 
DIVISION คืออัลบั้มฉลองครบรอบ 10 ปีของการเป็น The GazettE หรือ Gazetto ทุกเพลงในอัลบั้มแต่งขึ้นมาใหม่หมด คอนเซ็ปท์อัลบั้มคือ  "Twin" ซึ่งต้องการสื่อถึงความแตกต่างของสองขั้ว อย่างในเพลง DIPLOSOMIA ซึ่งเป็นเพลงธีมหลักของการทำงานครั้งนี้ รุกิ(นักร้องนำ) เปรียบเทียบว่า คล้ายกับความสัมพันธ์ของเส้นเลือดแดงกับเส้นเลือดดำ เพลงแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ "Rock Side" เป็นเพลงแนวปกติของกาเซต ส่วนที่สองคือ "Digital Side" หรือการโมดิฟายเพลง โดยเอาเทคนิคต่างๆเข้ามาผสม

 
ตอนที่ปล่อยตัวอย่างให้ฟังสองเพลง คือ Ibitsu (ตัวแทนฝั่ง Rock Side) และ Derangement (ตัวแทนฝั่ง Digital Side) ความรู้สึกแรกคือ มันไม่ชวนให้อยากฟังต่อเท่าไหร่ เพลง Ibitsu ธรรมดาเกินไปไม่มีจุดพีค เพลง Derangement นี่หนักกว่า รู้เลยว่ารุกิยังคงสนุกสนานอยู่กับการทำเพลงแนว Toxic  ซาวนด์สังเคราะห์เกลื่อน ออโต้จูน เราไม่ได้แอนตี้การทำดนตรีแบบนี้ Dubstep แบบ Skrillex เราก็ฟัง แต่เราหวั่นใจว่างานออกมาจะกลายเป็นมือสมัครเล่น แบบคนทำดนตรีมือใหม่ที่เห็นอะไรก็จับมาใส่หมด

 
แต่เนื่องจากตอนนั้นมันเป็นแค่ตัวอย่าง เราก็ยังคงตื่นเต้นอยู่กับการรอฟังอัลบั้มใหม่ของวงที่ตัวเองคลั่งไคล้ ได้เห็นความหล่อเทพของบุรุษทั้งห้า และเราค่อนข้างดีใจที่เห็นกาเซตแฟนดอมให้การตอบรับเป็นอย่างดี ทุกคนบอกว่าเพลงมันเจ๋งมาก ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาว่า อาจมีแค่เราคนเดียวที่รู้สึกว่ามันไม่เพราะ ซึ่งนั่นไม่เป็นไร

 
เอาเป็นว่าสุดท้ายเราก็ได้ฟังจบอัลบั้ม สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือ ไม่มีเพลงใดในอัลบั้มที่ทำให้เรารู้สึก โอ้ววว เพลงนี้แหละ!!! ไม่มีเลย NO FIRST IMPRESSION มีแค่บางเพลงที่อินโทรขึ้นมาแล้วรู้สึก เอ้อ....น่าจะดี
แต่สุดท้ายมันก็ไม่ดีพอ เพลงเดียวที่ทำให้เรานิ่งฟังได้และจะเรียกว่าประทับใจที่สุดในอัลบั้ม คือเพลงบรรเลงที่ชื่อว่า [DIPLOSOMIA] เพลงธีมของคราวนี้นั่นเอง (ฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงเรื่อง Liar Games - -")

 
 
 
รีวิวครั้งนี้ไม่มีการให้คะแนน เพราะเรารู้สึกว่าหลายเพลงต้องการความใส่ใจฟังมากกว่า 1-2 รอบ เอาเป็นว่ามาดู Overview โดยรวมของแต่ละเพลงแล้วกันว่าเป็นยังไง
 
 
 
เริ่มตั้งแต่ Disc-1 "Rock Side"

01.[DEPTH] : เปิดตัวอัลบั้มด้วยเพลงบรรเลงที่ ก็เพราะดีอ่ะ เพลงเย็นๆ ซาวนด์บรรยากาศสวยๆ คือมันมีแต่ดนตรีก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง ผ่านละกัน

02.IBITSU : เป็นเพลงโปรโมทที่สำหรับเราร้องขึ้นมาคำแรกก็ไม่เพราะละ เฮ้ย!! เราว่าคำที่ขึ้นมามันไม่สวย Yogami yo โห สะดุดเลย (ไร้สาระสุดๆและส่วนตัวสุดๆ) แต่หลังจากนั้นก็โอเค เราชอบดนตรี มันมีความเป็นกาเซตมากๆ เค้าเรียกกันว่า Classic GazettE ถือว่าเป็นเพลงที่ฟังได้ แต่ไม่ได้มันส์ขนาดมา Head Bang แนวเพลงประมาณ RED
 
ปล. พีวีเพลงนี้รุกิชวนหัวใจวายมาก หล่อเกิ๊น >O<
 
 
 
 
 
03.KAGO NO SANAGI : ไม่เข้าใจทำไมรุกิชอบเอาเสียงผู้หญิงขึ้นเพลง มันเวิร์กมากใน Filth in the beauty และ Leech แต่เพลงนี้กลับไม่ได้ช่วยสร้างอารมณ์ใดๆ เพลงนี้ยังคงความเป็น Rock ธรรมดา ซึ่งลักษณะเพลงประเภทนี้ ฟังได้ ฟังง่าย แต่ไม่มีอะไรให้จดจำ เจ๋งสุดก็ท่อนโซโล่กีตาร์ช่วงหลัง (แต่เสียงผู้หญิงพอมาอยู่ท่อนหลังโอเคเลย)

04.HEDORO : เราชอบเพลงนี้ (ในที่สุดก็เจอเพลงที่ชอบ 55) คาดว่าเป็นอีกเพลงที่เล่นในคอนเสิร์ตแล้วน่าจะมันส์ ตรงท่อนฮุคเนี่ยใช่เลย! สไตล์เพลงย้อนกลับไปสมัยอัลบั้ม NIL (ซึ่งหลังๆกาเซตไม่ค่อยทำเพลงแนวนี้ คิดถึงมาก) เพลงใกล้เคียงก็คงประมาณ Shadow VI II I หรือ Vermin เพลงนี้เสียอย่างเดียว อยู่ๆตัดจบเฉยเลย กำลังมันส์ - -"

05.KAGEFUMI : บัลลาดของดิสก์แรก ทำออกมาได้ดีมากในแง่ความสมบูรณ์ของเพลง พูดได้เต็มปากว่า เพราะ!! คิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะชอบเพลงนี้ เราก็ชอบนะ เพราะดี แต่ไม่ได้มีท่อนพีคตรงไหนให้จดจำ
 
06.YOIN : ยกให้เป็นเพลงที่ดีที่สุดของ Disc 1 ดนตรีละเมียด ทำนองไม่น่าเบื่อ และเป็นแนวเพลงที่เราชอบคือดาร์ค นัวร์ ลักษณะเพลงจะคล้าย DIM SCENE แต่ดีไม่เท่า (ตอนฟัง DIM SCENE รู้สึกเลยถึงความอลังการ) เพลงนี้ก็สั้นอีกละ ตัดจบอารมณ์เร็วไปนะ ซัก 4 นาทีเนี่ยโอเลย

07.[DIPLOSOMIA] : ดนตรีปิด Rock Side เป็นเพลงเดียวที่ทำให้เราหยุดทำงานและตั้งใจฟัง ทำได้ดีในแง่ของความเป็นดนตรีบรรเลงคลาสสิคในตอนแรก แนว [DEPTH] แล้วเร่งอารมณ์ตอนหลังด้วยความเป็นอิเล็คทรอนิกส์ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงไปสู่เพลงครึ่งหลัง แต่นี่ยังไม่ใช่ดนตรีบรรเลงที่ดีที่สุดของกาเซตสำหรับเรา
 
 
 
 
พักครึ่งด้วยการพูดถึงดนตรีบรรเลงซักหน่อย กาเซตสร้างคอนเซ็ปท์ให้มีดนตรีบรรเลงตั้งแต่อัลบั้มแรก ดนตรีบรรเลงที่เราชอบมากและฟังบ่อยมาก (อาจจะบ่อยกว่าเพลงเต็มบางเพลงด้วยซ้ำ) ได้แก่
- Disorder heaben จากอัลบั้ม Disorder
- ART DRAWN BY VOMIT จากอัลบั้ม Stacked Rubbish
- Kanshoku จากอัลบั้ม DIM
- OMEGA จากอัลบั้ม Toxic เพลงนี้เราเฉยๆนะ แต่ขอพูดถึงหน่อย เพราะล่าสุดเพิ่งฟัง Unsustainable เพลงธีมล่าสุดของ MUSE อัลบั้ม 2nd LAW  อารมณ์เดียวกันเลย Dubstep กันรุนแรงมาก

หน้าที่ของเพลงบรรเลง คือสร้างจินตนาการและเร้าอารมณ์ร่วม แต่เพลงของกาเซตยังแสดงถึงธีมของอัลบั้มนั้นๆได้ชัดเจนมาก นับถือวงนี้ตรงความละเอียดในการทำนี่แหละ พี่แกมีคอนเซ็ปท์ทุกอย่าง แต่คนธรรมดาอย่างเรามักไม่เข้าใจ
 
คาดว่า [DIPLOSOMIA] จะเป็นอีกเพลงที่ฟังบ่อย ชักอยากดูคอนเสิร์ตละ
 
 
 
 
 
มาต่อครึ่งหลังกัน

Disc-2 "Digital Side" หลังจากนี้ไปกรุณาเปิดใจให้กว้างเป็นแม่น้ำคงคา

08.[XI] : เปิดตัวด้วยอิเล็คโทรจ๋า ให้บรรยากาศความเป็นดิจิตอลดี แต่โดยรวมแล้วไม่ได้ชอบ

09.DERANGEMENT : เพลงโปรโมทที่สร้างความฮือฮาด้วยการออโต้จูนเสียง เจ๋งหนักตรงร้องภาษาอังกฤษทั้งเพลง มีภาษาญี่ปุ่นท่อนเดียวคือตรงที่ทำออโต้จูน - -" จะบอกว่าฟังเพลงของวงนี้เหมือนก้าวข้ามภาษาทั่วโลก ไม่ต้องสนใจเลยว่ารุกิร้องว่าอะไร เพราะที่คุณคิดไว้มันไม่เคยตรง จะบอกว่าเพลงกาเซตเป็นเพลงที่ร้องยากมากอยู่แล้ว ยิ่งมาเจออิงลิชแบบรุกิเนี่ย เทพยังกุมขมับเลย ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่ได้มีปัญหาว่ารุกิจะร้องภาษาอะไร เพราะเราชินแล้ว 55

หลังจากฟังจบเพลงแล้ว ผ่านเสียงออโต้จูนที่หลายคนมาแก้ต่างให้ว่าทำเพื่อเพิ่มอารมณ์เพลง เราก็พบว่ามันไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนัก ฟังเพลินๆได้ไม่น่าเบื่อ แต่......... พอได้มาดูพีวี อยากจะร้องโอมายก็อดซักสามรอบ ในพีวีต้องการสื่ออะไรคะ นอกจากยัดภาพที่มันชวนกระอักกระอ่วนพาลให้นึกไปถึง Slipknot นอกนั้นก็ไม่รู้สึกถึงความเจ๋งของการใส่ตัวละครหน้าตาโรคจิตเหล่านี้เข้ามาเลย ถึงชื่อเพลงจะสื่อถึงความผิดปกติทางจิต แต่ความหลอนยังสู้ Burial Applicant หรือ Filth in the beauty ไม่ได้ สรุปว่า ไม่ค่อยชอบเพลงนี้ แต่ไม่ชอบพีวีมากกว่า
 
 
 
 
10.REQUIRED MALFUNCTION : ถ้าให้เลือกว่าไม่ชอบเพลงไหนมากที่สุด คงเป็นเพลงนี้แหละ โดยเฉพาะตรงท่อนที่คุณผู้หญิงร้อง อู้อู อ้าอา - -" จะว่าอะไรมั้ยถ้าฟังท่อนนี้จบแล้วขำ คือ อยากจะถามว่าทำเพื่อ? รู้ไหมว่าถ้าไม่มีเสียงผู้หญิงตรงนั้น เพลงยังพอจะอยู่ในขั้นไม่เลวร้าย แม้การออโต้จูนในเพลงนี้มันจะป่วยสนิทก็ตาม (คือใน Derangement มันยังดูเท่ แต่เพลงนี้ไม่ไหวแล้ว) ตรงจั๊ด จั๊ด จา ดั๊ด ก็ไม่เวิร์ก (ไม่ใช่เพลงไอซ์นะ ^ ^) แล้วแนวเพลงก็ยังกึ่งๆ จะเอาสนุกสนานสดใส ก็เอ๊ะ มี Scream ซะงั้น อารมณ์มันเลย เงอะๆงะๆ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันเข้ากับชื่อเพลงมากๆ จนแอบคิดไปว่า เอ๊ะ รึรุกิตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของการรีบทำเพลงแต่อย่างใด
 
11.DRIPPING INSANITY : ชอบเพลงนี้ :D ไม่ใส่เสียงเอฟเฟคท์เวอร์ ยกให้เป็นเพลงดีที่สุดของครึ่งหลัง ถือเป็นบัลลาดที่มีครบทั้งความเพราะ ดนตรีหนัก และสครีม ส่วนตัวชอบกว่า KAGEFUMI  (อารมณ์เดียวกับที่ชอบ Nakagen มากกว่า Pledge)  
 
12.ATTITUDE : เพลงนี้คล้ายๆ  VENOMOUS SPIDER'S WEB แต่มีเอฟเฟคท์ + สครีม เพิ่มขึ้นมาอีก โดยรวมถือว่าไม่เลวร้าย อันที่จริงชอบเสียงอิเล็คโทรที่ใส่เข้ามาด้วย พลาดจุดเดียวคือตรงออโต้จูนอีกแล้ว ถ้าไม่มีจะเป็นอีกเพลงที่ชอบเลย เพลงนี้ไปเล่นในคอนเสิร์ตก็น่าจะมันส์
 
13.GABRIEL ON THE GALLOWS : ชอบเพลงนี้ รู้สึกจะดิบสุดแล้วทั้งอัลบั้ม สครีมแบบเต็มสตรีม ดนตรีเจ๋ง ดีสุดคือ เอฟเฟคท์น้อยและไม่มีออโต้จูนชัดๆให้รำคาญหูเล่นจ้า
 
14.[MELT] : เพลงบรรเลงปิดท้ายที่ยาวอย่างกะเพลงเต็ม ตอนเห็นชื่อเพลงคิดว่าน่าจะเป็นช้าๆ นัวร์ๆ อย่าง People Error แป่ว...ผิดคาด อิเล็คโทรจ๋าเหมือน [XI] เลย สรุปคือไม่ชอบอ่ะ
 
 
 
หลังจากฟังจบแล้ว เราสงสัยแค่ว่า นี่เป็นหนึ่งในงานทดลองของกาเซต หรือพวกเขากำลังสนุกจนหลงทาง (หรือที่แย่ไปกว่านั้น พวกเขาอาจกำลังถูกกลืนตัวตนด้วยสิ่งที่เรียกว่าการตลาด) เราเชื่อว่าวงนี้เค้ามีความ Self จัดโดยเฉพาะรุกิ และคงให้ใครมาบังคับยาก แต่พวกเค้าก็โตกันแล้ว นั่นหมายถึงทัศนคติ และความคิดที่เปลี่ยนไป และอาจหมายถึงแนวเพลงที่ไม่มีทางกลับไปเป็นกาเซตเดิม ฉะนั้น เป็นแฟนเพลงต้องอดทนและเปิดใจ ชอบก็ฟัง สนับสนุนกันต่อไป ไม่ชอบก็ทางใครทางมัน
 
 
สำหรับเรา นี่อาจไม่ใช่อัลบั้มที่ดีที่สุด ไม่สร้างความประทับใจในครั้งแรก แต่ไม่ผิดหวัง  และเราเชื่อว่า ถ้าฟังไปอีกซักพัก เราจะชอบเพลงอื่นมากขึ้น งานของวงนี้ค่อนข้างเพอร์เฟคท์ทุกครั้ง แม้จะมีเพลงที่ไม่โดนใจบ้างซึ่งนั่นเป็นเรื่องของความนิยมส่วนตัว แต่ยังมีแฟนคลับอีกมากมายที่บอกว่ารักอัลบั้มนี้ นี่คืออัลบั้มที่สุดยอด ดีที่สุด และอีกหลายๆคำชม ซึ่งเราถือว่ามันเจ๋งมาก
 
มองในอีกแง่ อัลบั้มนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และอัจฉริยะของศิลปินที่ไม่นิ่งอยู่กับที่ มันแสดงให้เห็นว่าพวกเค้าโตและโปรขึ้นมากจริงๆ

ไม่ว่ายังไงก็ยังรักวงนี้อยู่ และเสียงรุกิก็ยังเทพมากสำหรับเรา แม้จะโดนออโต้จูนบดบังไปบ้างแบบราหูอมจันทร์  (เอ๊ะ รึเพราะเฮียแกแก่แล้ว เลยต้องหาตัวช่วย 55)  กลองของไค เบสของเรตะ กีตาร์ของอาโอยและอุรุฮะ ยังคงเจ๋งเป้งอยู่ แม้อัลบั้มนี้จะโชว์สกิลได้ไม่เต็มที่ก็ตาม
 
 
 
จะรอดูความก้าวหน้าของวงนี้ต่อไป ดูซิระหว่างหูเรากับคอรุกิ ใครจะพังก่อนกัน :)
 
 
ปล. 1 เค้ามีดราม่ากันนะจ๊ะ ที่อาโอยออกมาทวิตเรื่องการดาวน์โหลดที่ผิดลิขสิทธิ์ ยังไงก็ช่วยสนับสนุนศิลปินกันเน้อ เงินไม่ได้งอกมาจากเพลงที่เค้าร้อง แต่มาจากคนที่ฟังเค้าร้อง เราเองก็ตั้งใจว่าจะซื้อเหมือนกัน แต่ได้ข่าวว่าโซนี่ไทยเอาเข้ามา เลยตัดสินใจไม่สั่งจากญี่ปุ่น
 
ปล. 2 เพิ่งรู้ว่า Daigo วง Breakerz อายุ 30 กว่าแล้ว โอ้ว หน้าอ่อนเหลือหลาย นึกว่ายี่สิบต้นๆ



Comment

Comment:

Tweet

เราก็เปนคนนึงที่ตามฟังตั้งแต่สมัยก่อน อาจจะยึดติดรึป่าวไม่รู้นะ แต่ชอบแบบสมัยก่อน มาเจอบล็อกหัวเรื่องเกี่ยวกับอัมบั้มนี้ รู้สึกคิดเหมือนกันหลายๆอย่าง แล้วก็รีวิวได้ละเอียดดี^^รู้สึกแปลกๆตั้งแต่Toxicแล้ว แต่มาเห็นได้ชัดก็ดิวิชั่นเนี้ยแหล่ะ เรา ฟังตอนแรกเนี้ยไม่โดนเลย. พอไม่โดนก็ไม่ค่อยฟังsad smile
แต่พอไปดูไลฟ์เค้าเล่นแต่เพลงอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่ ก็เริ่มๆเข้าหูมาบ้าง เลยลองกลับมาฟังใหม่ก็เริ่มจะพอเข้าถึงบ้าง
แต่ก็ยังไงก็จะรอดูผลงานต่อไปเรื่อยๆ. ไม่มีใครทำอะไรสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างจริงๆ ทางวงเองก็บอกอยากจะทำอะไรๆใหม่ๆ
เราเป็นแฟนคลับ ก็ให้กำลังใจกันต่อไป ถูกใจก็หนับหนุนกันไปเนอะbig smile
ปล.ชอบฟังเพลงบรรเลงเหมือนกัน ^*^

#4 By Jin (103.7.57.18|171.101.137.128) on 2013-02-21 14:34

เห็นด้วยตรงที่ว่ากาเซ็ทอัลบั้มนี้เพลงโดนๆหาไม่ค่อยเจอ =__=;

#3 By closed on 2012-09-01 16:46

big smile ดีใจจังที่มีคนชอบ
แสดงให้เห็นว่าอัลบั้มนี้ยังคงความเจ๋งอยู่
Gazerock Fighto เย้ๆ
แฟนๆส่วนใหญ่ก็ชอบกันนะ เราคงเป็นคนส่วนน้อย sad smile

#2 By กุมภาฯระทม on 2012-08-30 16:02

ฟังทั้งอัลบั้มแล้ว ก็ดีนะครับ  ผมชอบมากกว่าก่อนๆอีกนะ 
มันฟังแล้ว สำหรับผม  ไดนามิกเพลงค่อนข้างดีเลย
คือผมฟังเพลงเก่าๆ วงนี้  ชอบไม่เยอะครับ  ไม่ค่อยชอบยุคเก่าๆ วงนี้เท่าไหร่  โดยเฉพาะยุคแรกๆ  พอยุคกลางๆ  ปลายๆ ค่อยมาฟัง  เริ่มหาแนวทางตัวเองเจอ  และทำได้ดี
ค่อยฟังไป  อัลบั้มนี้  ผมถือว่าดีกว่าชุดอนุรักษ์นิยม วิชวลเก่าๆเยอะครับ
อัลบั้มนี้เท่าที่ฟังมา  ผมว่าไอที่ฟังขัดๆ นี่เป็นดนตรีบรรเลงเลงครับ 
มีแต่บรรเลงเพลงแรกที่ผมว่าเข้าท่าสุดแล้ว  นอกนั้นสอบตกหมดครับ
อัลบั้มนี้และแนวทางนี้ผมเชียร์ครับ  ฟังมันส์และไหลลื่นกว่าชุดที่แล้วครับ  open-mounthed smile

#1 By Perfumaniac (103.7.57.18|183.89.88.150) on 2012-08-30 00:42