{ PARADE }
 
 
สร้างจากนิยายชื่อดังของชูอิจิ โยชิดะ  กำกับโดย อิซาโอะ ยูคิซาดะ ผู้กำกับหนังเรื่องดังที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก (Sekai no chûshin de, ai o sakebu)
 
Parade มีความหมายว่า ขบวนแห่หรือการเดินแถว หนังเปิดเรื่องด้วยภาพชายคนหนึ่งเพิ่งตื่นนอน ริวสุเกะ อายุ 21 ปี นักศึกษาปี 3คณะเศรษฐศาสตร์ ออกมาจากห้องนอนและพบหญิงสาว โคโตมิหรือโคโตะจัง กำลังนั่งถอนขนคิ้วอยู่ข้างโซฟา ในโทรทัศน์มีรายงานข่าวหญิงสาวถูกฆาตกรรมโดยฆาตกรต่อเนื่องที่ยังไม่ทราบ เบาะแส     ริวสุเกะชวนโคโตจังออกไปหาของกิน ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นคู่รัก เพื่อน หรืออะไร หากแต่ทั้งสองคนก็สนิทกันมาก
 
หลังเตร็ดเตร่ข้างนอกสักพัก ทั้งสองคนก็กลับมาที่ห้องและนั่งดูละึคร หญิงสาวพูดถึงพระเอกในละครด้วยความชื่นชม เราจึงได้รู้ว่าเธอเป็นแฟนกับพระเอกคนนั้น เพื่อนของริวสุเกะโทรมาหาเพื่อชวนไปทะเลและแจ้งข่าวให้ทราบว่าเพื่อนเก่าของ เขาคนหนึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว โคโตะจังได้ยินว่าใครบางคนตายจึงไล่ถามจากริวสุเกะด้วยความอยากรู้ จู่ๆก็มีชายคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้อง ทั้งสองกล่าวทักทายด้วยความสนิทสนม ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีหญิงสาวอีกคนเปิดประตูเข้ามาอีก โคโตะจังบอกสองคนใหม่เรื่องที่เพื่อนของริวสุเกะตาย และริวสุเกะก็ทำท่าว่าจุ้นไม่เข้าเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะดูเหมือนทั้งสี่คนจะสนิทกันดีจนเล่าเรื่องราวได้ทุกอย่าง
 
 
 
นี่คือฉากเปิดเรื่อง หนังพูดถึงชายหญิงสี่คนที่มาอยู่รวมกันในอพาร์ตเมนท์ห้องหนึ่ง ทั้งสี่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็อยู่ด้วยกันได้แบบไม่ตะขิดตะขวงใจ เรื่องราวดำเนินไปได้ด้วยดีจนกระทั้งมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเข้ามาในห้องนี้ เขาชื่อซาโตรุ วัยรุ่นอายุ 18 ปี เป็นเด็กขายบริการ... ไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนี้มาจากไหน แต่เจ้าตัวอ้างว่ามิราอิ (หญิงสาวอีกคนนอกจากโคโตะจัง) เป็นคนพามา (ด้วยความที่มิราอิก็ดูเป็นสาวใจแตกชอบกินเหล้า สูบบุหรี่และอ๊อฟหนุ่ม ก็เลยไม่มีใครสงสัยต่อ) ทั้งสี่ไม่รู้จุดประสงค์ของเด็กหนุ่ม ว่ามาทำไม มิราอิสงสัยว่าซาโตรุเป็นฆาตกรต่อเนื่อง แต่เมื่อได้พูดคุยกันมากขึ้นทำให้เธอรู้สึกเห็นใจเด็กหนุ่ม ในขณะเดียวกันนาโอกิ (ชายหนุ่มอีกคนนอกจากริวสุเกะ) จากตอนแรกที่ไม่ใส่ใจซาโตรุก็กลับเริ่มสงสัยในพฤติกรรม เขาสะกดรอยตามซาโตรุและพบว่า เด็กหนุ่มไปงัดบ้านหญิงสาวคนหนึ่ง เอารูปของเธอมาช่วยตัวเอง จากนั้นเมื่อกลับมาที่บ้านก็เข้าไปในห้องของมิราอิและโคโตะจัง
 
 
เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบๆแต่ก็ค่อยๆชี้ให้เห็นปัญหาชีวิตของแต่ละ คน สิ่งที่ทุกคนนำมาใช้ในการอยู่ร่วมกันเป็นแค่เปลือกนอก หากแต่เบื้องลึกอันเลวร้ายของแต่ละคนล้วนต้องเก็บซ่อนไว้ ในท้ายที่สุดริวสุเกะและมิราอิก็คิดว่าอาจถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกันไปเสียที
 
เท่าที่เล่ามามันก็หนังดราม่าดีๆนี่เอง บอกตามตรงว่าเป็นหนังที่เราตั้งตารอดูมากๆเช่นกัน แม้ในตัวอย่างหนังจะไม่สื่อถึงอะไรเลย และตอนนั่งดูเราก็ยังจับจุดหลักของหนังไม่ได้ แต่ไอ้ความไม่แน่ชัดนี่แหละที่ทำให้หนังดูมีเสน่ห์และลึกลับน่าสนใจ อย่างที่บอกว่าหนังดำเนินไปเรื่อยๆ แต่โดยที่เราไม่รู้ตัว หนังก็ทำให้เราผูกพันกับตัวละครไปทีละนิดๆ จนมันเกิดอิมแพ็คกับเราในตอนท้ายของเรื่อง
 
หนังสื่อให้เห็นสภาพสังคมในปัจจุบันได้อย่างตรงจุด ทั้งเรื่องของความเท่าเทียมกันในชาย-หญิง การทำแท้งที่กลายเป็นเรื่องธรรมดา การขายบริการอย่างโจ่งแจ้ง อนาคตของประเทศฝากไว้ที่การดูดวง การระบายอารมณ์ด้วยความรุนแรง รวมไปถึงการหลงลืมคนใกล้ตัวและคนที่เคยรู้จัก แต่กลับ'เสือก'เรื่องชาวบ้าน
 
พาเหรดของเรื่องนี้จริงๆแล้วคือขบวนแห่มนุษย์ประหลาด 5 คน ที่เป็นตัวแทนของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ เพราะจริงๆแล้ว ไม่ว่าใครก็มีความประหลาดในตัว กับการเดินแถวของสันดานดิบที่ค่อยๆปรากฏมาในแต่ละคน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าอยากจะอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป เราก็อาจต้องสวมหน้ากาก ปิดหูปิดตา แล้วปล่อยวางเสียบ้าง
 
 
******** จากนี้ไปคือสปอยล์ตอนจบ ************* (เอาเมส์แดรกเลย)
 
ฟ้า มืดลง นาโอกินั่งผูกเชือกรองเท้าผ้าใบเพื่อเตรียมตัวไปวิ่งเหมือนเช่นเคย ดนตรีบรรเลงเพลงแรกของเรื่องดังแผ่วๆเป็นแบคกราวนด์ นาโอกิออกวิ่งไปตามถนนที่แทบร้างผู้คน สายฝนตกโปรยปราย ในฐานะคนดูที่ได้รับชมปัญหาของทุกคน มันก็เหมือนกับเราเป็นตัวละครหนึ่งที่รับเอาปัญหาเข้ามาในชีวิตมากมาย และเมื่อได้ฟังเพลงที่บีบคั้นอารมณ์ ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกปวดร้าวในอก เพลงค่อยดังขึ้นเรื่อยๆ และถึงขีดสุดเมื่อนาโอกิวิ่งเข้าหาผู้หญิงคนหนึ่ง พร้อมกับเอาวัตถุในมือฟาดลงไปบนหัว หญิงสาวล้มลง เขาตามลงไปฟาดซ้ำจนหญิงสาวแน่นิ่งไป นาโอกิยืนนิ่งมองผลงานของตัวเอง ในชัยชนะที่ประสบความสำเร็จในการฆ่าอีกศพ กลับมีความพ่ายแพ้อยู่ในห้วงเวลานั้น นาโอกิหันกลับมาที่ถนนและพบซาโตรุยืนมองการกระทำอันต่ำช้าของตัวเองอยู่
 
วินาที นั้น ซาโตรุคว้าแขนนาโอกิและออกวิ่ง เขาเข้ามาหลบในรถคันหนึ่ง ตัวเปียกปอน นาโอกิมั่นใจแน่แล้วว่าซาโตรุต้องแจ้งตำรวจ หากแต่นอกจากซาโตรุจะยืนยันว่าไม่แจ้งความแล้ว เขายังพูดเป็นเชิงอีกว่า ไม่รู้จะแจ้งไปทำไม ในเมื่อคนอื่นๆยังนิ่งเฉยกันเลย
 
........... เพราะทุกคนรู้อยู่แล้ว ว่านาโอกิเป็นใคร แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ทุกคนไม่ใส่ใจ ว่านาโอกิทำอะไร
 
ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน จะมีอีกจุดหนึ่งที่กระทบจิตใจเรามากกว่า และเรียกได้ว่า เป็นประโยคสุดท้ายของหนังเรื่องนี้
 
หลัง จากที่รู้ว่าทุกคนรู้ความจริง นาโอกิรีบวิ่งกลับมาที่อพาร์ตเมนท์ ซาโตรุวิ่งตามมา เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าทุกคนยังอยู่กันพร้อมหน้า ทั้งริวสุเกะ โคโตะจัง มิราอิ ทั้งสามกล่าวต้อนรับนาโอกิแลบะซาโตรุกลับบ้านด้วยบรรยากาศปกติเหมือนเมื่อ ตอนต้นเรื่อง ริวสุเกะชวนเพื่อนๆไปเที่ยวทะเลด้วยกัน โคโตะจังจึงเดินมาถามนาโอกิว่าทะเลที่จะไปเนี่ยเป็นยังไง จาก นั้นทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนานถึงทริปที่จะไป  นาโอกิยืนมองบรรยากาศนั้นด้วยความสับสน ไม่มีใครเอ่ยถึงสิ่งที่เขาทำ ไม่มีใครเอ่ยถึงความผิดปกติในตัวเขา ไม่นานเขาก็ค่อยๆทรุดตัวลงและร้องไห้ ความรู้สึกผิดบาปทั้งหลายเอ่อล้น เสียงหัวเราะทั้งห้องเงียบลง ทุกคนหันมามองนาโอกิด้วยสายตาเย็นชา หากแต่คำพูดที่ออกมาจากปากมิราอิคือ

"นาโอกิ นายก็จะไปด้วยใช่ไหม"
 
 
ที่อยากให้ดูในตอนท้ายคือศิลปะของการทำโปสเตอร์หนัง ภาพของทุกคนแม้อยู่ในห้องเดียวกัน แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำของภาพ ไม่ประสานกันซะทีเดียว สะท้อนให้เห็นว่าแต่ละคนก็มีมุมของตัวเอง หากแต่เมื่อมาอยู่ในอพาร์ตเมนท์ห้องนี้แล้ว ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน

 
ระดับความประทับใจ :: A++
 
 
ที่บอกไว้ล่วงหน้าว่าจะกลับมารีวิวหนัง แต่อีป้าก็หายไปเป็นเดือน ฮ่าๆ ไม่รู้เพื่อนๆไปดูแฮร์รี่กันมารึยัง ก็โอนะภาคนี้ มีครบทุกรสชาติดี แต่โดยส่วนตัวเราก็ดูแบบไม่คิดมากอยู่แล้ว ทำห่วยแค่ไหนก็ดูอยู่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ งดวิจารณ์ แค่อยากครวญหน่อยๆว่า มัลฟอยคะ คุณหน้าเหียกมากมายอ่า นึกภาพตอนเด็กที่สุดแสนจะน่ารักแล้วรับไม่ได้ ส่วนแฮร์รี่พอถอดแว่นแล้วก็ใช้ได้อยู่นะ ถึงจะยังหน้าเหลี่ยมอยู่ก็ตาม  ถึงกระนั้นเฮอร์ไมโอนี่ก็ยังสวยเช้งอยู่วันยันค่ำ และเราก็ยังชอบหนูน้อยลูน่า เลิฟกู้ดอยู่ดี แม้เธอจะออกมาเพียงสองฉาก ^^
 

Comment

Comment:

Tweet