2012 :: คำจำกัดความของการเป็นมนุษย์ - แค่หนังหรืออวสานโลก
posted on 13 Nov 2009 00:13 by bleedinzorrow in Film2012 วันสิ้นโลก น่าจะถือเป็นหนังฟอร์มยักษ์แห่งปีเลยทีเดียว ทั้ง CG งานโปรดักชั่น และกระแสคำทำนายที่จู่ๆก็ทำให้คนทั้งโลกจับตามองและ Talk Of The Town ทั้งๆที่คำทำนายนี้มีมานานแล้วหลายร้อยปี แต่หนังเรื่องนี้ มาได้ถูกที่ถูกเวลา และถูกจังหวะเหมาะเจาะกับตอนที่วิกฤติการณ์ร้ายแรงในโลกได้ปะทุขึ้น จนเสริมให้คำทำนายนี้ น่าเชื่อเสียจนไม่หยิบมาพูดไม่ได้
ทำไมต้อง 2012 ?
ในพันธ์ทิพย์ได้มีคนอธิบายเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่เราจะพูดคร่าวๆละกัน ถึงความน่าเชื่อและความเป็นไปได้ที่อีก 3 ปีข้างหน้านี้ โลกจะถึงกาลอวสาน
เริ่มต้นจากการที่ ชนเ่ผ่ามายาได้มีการคำนวณปฏิทินของโลก เหมือนกับที่เราคำนวณปฏิทินที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนั่นแหละ ต่างกันตรงทีปฏิทินของเรายืนอยู่บนเลขฐาน 10 ในขณะที่มายายืนอยู่บนเลขฐาน 20 ทีนี้เขาก็มีการเทียบเดือนเทียบปีกัน ดังนี้
1 วัน = 1 คิน
20 คิน = 1 เืดือน (อุยนัล)
ฉะนั้น 1 ปีของมายาจะมีทั้งหมด 18 เดือนหรือ 18 อุยนัล คิดเป็นวันก็ 360 วันหรือ 360 คิน (ใกล้กับของเราเลย)
1 ทศวรรษของชาวมายาจะเรียกว่า คาทัน โดยจะมี 19.5 ปี (ปกติของเราเป็น 10 ปี)
และศตวรรษหรือร้อยปีของเรา ในชนเผ่ามายาจะเรียกว่า แบ็กทัน และเป็น 394.5 ปี (20 คาทัน)
ทีนี้มาดูการเทียบปฎิทินของชาวมายากับของเรากันดู ซึ่งจะแบ่งเป็นทั้งหมด 13 ศตวรรษหรือ 13 แบ็คทัน
1 1.0.0.0.0 3116-2734 BC จุดเริ่มต้น
2 2.0.0.0.0 2734-2339 BC ยุคปิระมิด
3 3.0.0.0.0 2339-1944 BC ยุคล้อ
4 4.0.0.0.0 1944-1550 BC อารยธรรมอียิปต์
5 5.0.0.0.0 1550-1155 BC อารยธรรมบ้านเชียง
6 6.0.0.0.0 1155 - 761 BC สงครามม้า
7 7.0.0.0.0 761-366 BC ยุคปรัชญา
8 8.0.0.0.0 366 BC - ค.ศ. 28 ยุคเมสไซอาห์
9 9.0.0.0.0 ค.ศ. 28-422 อาณาจักรโรมัน
10 10.0.0.0.0 ค.ศ. 422-817 มายา
11 11.0.0.0.0 ค.ศ. 817-1211 สงครามครูเสด
12 12.0.0.0.0 ค.ศ. 1211-1606 ยุคล่าอาณานิคม
13 13.0.0.0.0 ค.ศ. 1606-2012~ ยุคอุตสาหกรรมใหม่
จะเห็นว่า เมื่อสิ้นสุดแบ็คทันที่ 13 จะตรงกับปี 2012 ของเราพอดี
อ่าว แล้วแบ็กทันที่ 14 ล่ะ - - ไม่มีการทำนายถึงแบ็กทันต่อจากนี้ เพราะชาวมายามองไม่เห็นอนาคต หรืออนาคตที่มองเห็นนั้น ไม่หลงเหลืออารยธรรมมนุษย์อยู่อีกแล้ว
คำทำนายของชาวมายา
ชาวมายาได้อ้างไปถึงการพบเจอมนุษย์ต่างดาวและคำทำนาย ว่าในวันที่ 22 ธันวาคม 2012 ( พ.ศ. 2555 ) จะเกิดปรากฎการณ์ในอวกาศครั้งใหญ่ ซึ่งจะมีผลกระทบไปทั้งจักรวาล ในวันนั้นแกแล็คซี่จะส่งแสงวาบเจิดจ้าออกมา ดวงอาทิตย์ทุกดวงในแกแล็คซี่ จะสะท้องแสงนั้นไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรรอบตัวมัน สิ่งมีชีวิตทั้งมวลอันมีดวงตาจะได้เห็นแสงเจิดจ้านี้ทั่วหน้ากัน โลกของเราจะปั่นป่วน ด้วยพายุสุริยะทั้งแสงอาทิตย์ก็จะร้อนจัดขึ้น
มาวิเคราะห์ในทางวิทยาศาสตร์กัน
เริ่มจากเมื่อหลายปีก่อน นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวดวงที่ 12 ในกาแล็คซี่ ชื่อว่า นิบิรุ [Nibiru] ซึ่งดาวดวงนี้ แต่เดิมไม่ได้อยู่ในกาแล็คซี่ทางช้างเืผือกของเรา แต่มีวงโคจรที่ใหญ่มากจนมาซ้อนทับกาแล็คซี่ของเรา
ดาวดวงนี้จะผ่านมาที่วงโคจรของเราทุกๆ3600 ปี นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทวีปแอตแลนติกหายไป และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องโนอาห์กับเรือสมัยน้ำท่วมโลก ดาวดวงนี้จะเข้ามาใกล้โลกเรื่อยๆปี 2009 จะสามารถมองเห็นทางขั้วโลกใต้ด้วยกล้องส่องดาว
ที่น่าตกใจก็คือ เส้นทางการโคจรของดาวนิบิรุ เป็นเส้นเดียวกับโลกเรา เพราะฉะนั้นมันย่อมส่งผลกระทบโลกเราแน่ๆ อาจไม่ถึงกับชนโลกเราอย่างจัง แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะไปชนดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกเรา หรืออาจจะแค่เฉียดๆโลกเราไป
แต่นั่นก็คือหายนะแล้ว !!!
เพราะแกนของดาวมีสนามแม่เหล็กอยู่ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไม่ต้องเดาก็คือ มันจะเหนี่ยวนำขั้วแม่เหล็กโลกให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ถ้าสนามไฟฟ้าในโลกเปลี่ยนแปลง การใช้งานในระบบอิเล็คทรอนิกส์ย่อมเกิดการขัดข้องแน่นอน อีกทั้งในส่วนของแรงดึงดูดและกระแสน้ำก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจเกิด Super Tsunami แผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิดทั่วโลก
ว่ากันว่า นิบิรุจะโคจรเข้ามาใกล้มากๆและมันจะโคจรเข้าเป็นเส้นตรงพอดีในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 (ช่วงจบกึ่งกลางพุทธกาลพอดี) ก็คือ ดวงอาทิตย์ โลก และนิบิรุ อยู่ในระนาบเดียวกันพอดี และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติ (แต่บางคนก็บอกว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นก่อนในวันที่ 21 แต่ทั้งสามดวงจะเรียงตัวกันในวันที่ 14 กุมภา 2013 - - พระเจ้า หลังจากวันเกิดชั้น 1 วัน)
ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาบอกว่า การเปลี่ยนแปลงพลังงานทั้งหลายในโลกจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอของมนุษย์ และทำให้มนุษย์เกิดการกลายพันธุ์ !!!! ซึ่งอาจมีมนุษย์ที่เหลือรอดจากภัยพิบัติครั้งนี้ แต่จะไม่สามารถจดจำตัวเองได้
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เลือกที่จะอยู่หรือว่าตายดี ?!?
** ไปลองเซิร์ช Nibiru 2012 ใน youtube ดู มีคลิปบาน เลือกดูเอาละกันว่าอันไหนน่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อ
--In The FILM
แล้วในหนังล่ะ สื่อถึงอะไรบ้าง
ในความคิดแรกเมื่อดูชื่อผู้กำกับ Roland Emmerich ซึ่งการันตีโดยหนังคุณภาพปรากฎการณ์วินาศโลกอย่าง Independence Day หรือ The Day after tomorrow ทำให้เดาได้ไม่ยากว่า หนังจะเล่นกับอารมณ์ของคนมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราเดาไม่ผิด หนังเปิดเรื่องคล้ายกับ The day.. คือแสดงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกเราก่อน จากนั้นจะมีนักวิทยาศาสตร์เข้ามาหาสาเหตุ มีพวกผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นตัวแปรสำคัญของการอยู่รอด ในขณะเดียวกัน ก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญชน แต่ตายยากล้นเหลือ อยู่รอดจนฉากสุดท้ายทุกครั้ง

เรื่องราวโดยรวมของหนังไม่มีอะไรมาก นอกจากฉายให้เห็นการหาทางเอาตัวรอดของมนุษย์ และซีจีเทพๆในส่วนของภัยที่ทำลายล้างโลก ทั้งแผ่นดินไหว แผ่นดินแยก ภูเขาไฟปะุทุ ตึกถล่ม และคลื่นสึนามิสูงเป็นพันฟุต ทั้งหมดนี้ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจ และตื่นตะลึงให้กับคนดูอย่างเราๆเป็นอันมาก (ถึงเราจะเรียนแอนิเมชั่นมาก็เหอะ แต่นี่มันเทพมากกกกก)
ในส่วนของอารมณ์หนัง ขอบอกว่าทำได้ดี มีฉากชวนเศร้าเยอะ และชี้ชวนให้เรานึกถึงครอบครัวมากขึ้น มีหลายคนเอาไปเทียบกับ The Day After Tomorrow แล้วบอกว่าชอบเรื่องเก่ามากกว่า ซึ่งเรามองว่า The Day เล่นกับประเด็นเดียวคือน้ำท่วมโลก ในขณะที่เรื่องนี้ใส่เต็ม ซึ่งบางคนอาจจะมองว่ามันมากไป แต่เรากลับชอบเรื่องนี้มากกว่า ด้วยการดำเนินเรื่องที่กระชับฉับไว และสีสันอารมณ์ขันที่ใส่ลงไป แต่ที่โดนที่สุดคงเป็นการแสดงถึงด้านมืดของมนุษย์ ที่แสบสันต์และน่ารังเกียจยิ่งนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรามองตัวเองว่า
... ถ้าเป็นเรา จะทำพฤติกรรมน่ารังเกียจแบบนั้นไหม
หนังเล่นกับความจริงที่ว่า ในภาวะที่บีบคั้นที่สุด เราไม่มีทางเลือกมากนัก แต่เราก็"ต้องรอด" ดังนั้นเหมือนลอยคออยู่กลางลาวา ถ้ามีอะไรมาให้จับเราก้คว้าไว้หมด แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งที่แสนแพงเพียงใด ในเรื่อง ประเทศจีนได้มีการสร้างเรือ คล้ายกับเรือโนอาห์เพื่อให้คนสี่แสนคน จากทั้งโลก!! ได้มีโอกาสรอด และไปสร้างโลกใหม่ โดยคนที่ถูกเลือกนั้น จะต้องจ่ายค่าชีวิตเป็นพันล้านยูโร นี่คือทางเลือกที่คนมีเงินมีสิทธิ์เท่านั้น และเป็นการแลกเปลี่ยนที่แพงระยับ แต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุด
เพราะการเลือกที่แพงที่สุดในเรื่อง คือการแลกความเป็นมนุษย์กับทางรอดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
นึกดูว่าคนสี่แสนคนที่รอดจะต้องทิ้งคนอีกกี่พันล้านไว้เบื้องหลัง ทั้งๆที่ชีวิตของทุกคนมีค่าเท่ากัน คำพูดหนึ่งของพระเอกที่จี๊ดโดนใจเราสุดๆก็คือ
"เมื่อใดที่เราทอดทิ้งกัน เมื่อนั้นเราจะสูญเสียความเป็นมนุษย์"
เราไม่ค่อยแน่ใจในประโยคนะ แต่จับใจความได้ประมาณนี้ พูดง่ายๆก็คือ เมื่อใดที่เราเห็นแก่ตัว เมื่อนั้นเราก็จะสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ พวกสี่แสนคนที่รอดชีวิตนั่้น ก็คือพวกเห็นแก่ตัว ที่ต้องยอมเสียความเป็นมนุษย์เพื่อให้ตนรอดชีวิต
หนังต้องการที่จะบอกเราว่า ภัยธรรมชาติทำลายโลกซึ่งเป็นเปลือกห่อหุ้มเราได้ แต่จะไม่มีวันทำลายอารยธรรมมนุษย์ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงความเป็นมนุษย์ไว้จนวินาทีสุดท้าย มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิด และทักษะด้านการตัดสินใจ แต่มนุษย์คนเดียวไม่สามารถสร้างอารยธรรมได้ ในขณะเดียวกัน มนุษย์อีกหลายพันคนที่ขาดความรู้สึกทางจิตใจ ก็เป็นอารยชนไม่ได้ ดังนั้น ทางรอดทางเดียวของมนุษยชาติ ไม่ใช่การเตรียมรับมือต่อกรกับภัยที่ยังมาไม่ถึง แต่เป็นการรวมกลุ่มให้มั่นคง เพราะสุดท้ายต่อให้เราไม่มีแผ่นดินอยู่ แต่ถ้าเรายังมีเ่ผ่าพันธุ์ของเราที่ประกอบด้วยความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ เราก็สามารถไปสร้างวงศ์วานเราที่ไหนใหม่ก็ได้
ก็แค่เริ่มศักราชใหม่อีกครั้ง...
ตรงนี้สปอยล์เน้อ ...
[ เชื่อว่าคนดูหลายคนโดยเฉพาะเรา ก่อนไปดูต้องสงสัยแล้วว่า หนังจะจบด้วยการล่มสลายของมนุษยชาติหรือเปล่า เพราะมองยังไงก็ไม่เห็นทางรอดเลย แต่หนังก็จบด้วยการมองโลกในแง่ดี คือ มีคนที่สามารถรอดชีวิต และเริ่มศักราชใหม่ให้เผ่าพันธ์มนุษย์ได้ หนังเกริ่นนำด้วยการพูดถึงหนังสือของพระเอก ที่จบแบบคนมองโลกในแง่ดี เพื่อชี้ให้เห็นว่า หนังเรื่องนี้ก็จะจบแบบนั้นเช่นกัน ซึ่งการจบแบบนี้มองได้สองทาง คือ นี่มันหนัง ไงก็ต้องจบแบบแฮปปี้ เอ็นดิ้ง อีกทั้งผู้กำกับคนนี้ แม้จะสร้างแนวหายนะตลอด แต่ย่อมมีคนรอดในตอนสุดท้าย แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง หนังต้องการให้มนุษยชาติเชื่อและมีความหวังว่า เราจะไม่ล่มสลาย]
เอาเข้าจริงแล้ว ภัยครั้งนี้คงไม่ถึงกับทำให้ดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลกระเบิดเป็นจุลน์ อย่างมากก็แค่ พระเจ้าล้างโลกอีกครั้ง เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว หวังว่าทุกคนคงจะตระหนักถึงวิกฤติโลกมากขึ้น แต่มันอาจจะเป็นแค่กระแสผ่านแล้วผ่านเลยแบบ Inconvenian Truth ก็ได้ ที่สุดท้ายกระแสโลกร้อนก็เป็นเพียงเทรนด์ความนิยม จะให้เรานึกถึงน่ะมันง่าย แต่จะให้เปลี่ยนพฤติกรรม คงต้องให้เวลาสักสิบปี
อย่างนี้จะทันไหมเนี่ย โลกจะแตกในอีกสามปีข้างหน้าแล้ว
ถ้าอย่างนั้น อพยพไปอยู่โชหมิงกันเถอะ เผื่อจีนจะเริ่มสร้างเรือแล้ว เราจะได้หนีทัน เพราะเราเอง ก็อยากเป็นคนสุดท้ายที่ได้เห็นชะตาของโลกเหมือนกัน ^ ^
ปล.มีเว็บไซต์หนึ่งของต่างประเทศที่พูดถึงคำทำนายล้างโลกโดยเฉพาะ ใครที่ชอบอ่านเรื่องแนวนี้ หรือว่างๆไม่มีไรทำก็ลองเข้าไปดู และจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแท้แต่วิจารณญาณของแต่ละคน
http://nostradamus2012.com/
มีคนพูดว่า มนุษย์เรา เมื่อป้อนข้อมูลอะไรลงไปแล้ว มักเลือกที่จะไม่เชื่อก่อนเสมอ ฉะนั้นอารมณ์นี้ก็เหมือนกัน ฟังหูไว้หู แล้วใช้ความคิดตัวเองตัดสินใจดีกว่า เพราะกระแสมันมาหลายทางเหลือเกิน จนอยากจะไปขุดบันทึกของชาวมายามาอ่านเองเสียจริงๆ
ระดับความประทับใจ :: A+


